China, What's Next?

สล็อต มาเฟีย 488: China’s Challenges: Environment

เงินฟรี แจ็คพอตแตกทุกวัน ,ทั้งนี้ นายสุวัตร เปิดเผยว่า สาเหตุที่ยื่นฟ้องเนื่องจากพบว่า นายธนา ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวหาว่าบริษัท SLC เป็นกลุ่มทุนของตระกูลชินวัตร ที่เข้ามาซื้อหุ้นในบริษัท เนชั่นฯ เพื่อต้องการครอบงำสื่อ จากนั้น นายอดิศักดิ์ ได้นำข้อความในเฟซบุ๊กของ นายธนา ไปโพสต์ต่อ ทำให้ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของ SLC เกิดความเข้าใจผิด และเปลี่ยนใจยกเลิกการจองหุ้น ซึ่งส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบริษัท SLC อย่างมากSMPCเข้าซื้อส่วนหนึ่ง และเข้าเพิ่มเมื่อแกว่งลงมาที่ 5.8-6.0 บาท โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 7.15 บาท。 ทั้งนี้เพื่อเป็นการยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์กรและผู้ถือหุ้น NMG ในกรณีคณะกรรมการบริหารละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการตามคำสั่งของตลาดหลักทรัพย์ฯ อันทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ NMG และผู้ถือหุ้น NMG ทุกราย จึงจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นต่อไปและเดินทางต่อไปยัง บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ผู้บริหาร NMG ดำเนินการแก้ไขปัญหาทางคดี ขอให้มีการเจรจาหาข้อยุติระหว่างผู้ฟ้องคดี เพื่อลดค่าเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด และได้โปรดดำเนินการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นโดยด่วน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นทุกรายได้รับรู้ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาแนะนำเป็นหุ้นยืม short ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยตั้งเป้าซื้อคืนทำกำไรที่ 12 บ.หรือต่ำกว่า ซึ่งราคาปรับตัวลงมาให้ในช่วงท้ายสัปดาห์แล้ว ดังนั้นแนะนำซื้อกลับเพื่อรับรู้กำไรไว้ก่อนได้ แต่ถ้าจะซื้อเพื่อเทรดดิ้งลุ้นรีบาวด์ต้องตามดูแรงซื้อจากแนวรับก่อน คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวางแผนทางเศรษฐกิจของจีน ระบุในแถลงการณ์ว่า NDRC คาดว่า อัตราเงินเฟ้อของจีนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงดังกล่าว, คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) เปิดเผยผ่านทางเว็บไซต์ว่า NDRC จะผลักดันมาตรการ 4 ประการ เพื่อกระตุ้นการจ้างงานในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6% ต่อปีจากการเพิ่มราคาห้องพักและจากอัตราการเข้าพักโรงแรมตามปกติที่ระดับ 78% นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะขยายจำนวนร้านอาหารเพิ่มเป็น 1,200 ร้านภายในปี 2563 ด้วย โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 21%-22% ส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานจะปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3,500 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมของบริษัทจะสูงกว่าระดับ 20% และอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ระดับ 6 เท่าอย่างไรก็ตาม จุดเด่นดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากลักษณะของธุรกิจโรงแรมที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและถูกกระทบได้ง่ายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งจากลักษณะของธุรกิจอาหารบริการด่วนที่มีอัตรากำไรต่ำ ทั้งนี้ ธุรกิจทั้ง 2 ประเภทจัดว่ามีการแข่งขันที่รุนแรงเมื่อพิจารณาจากอุปสงค์ของจำนวนห้องพักในโรงแรมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและการทำการตลาดเชิงรุกในหมู่ผู้ประกอบการอาหารบริการด่วนตลอดจนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นดำเนินการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มเติมเพื่อทำหน้าที่กรรมการตรวจสอบให้ครบจำนวน ตามคำสั่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป เพราะหากไม่ดำเนินการตามคำสั่งภายใน 3 เดือน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีคำสั่งให้เพิกถอนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันจะเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากจะแก้ไขได้ทำให้ผู้ถือหุ้นทุกรายได้รับความเสียหายไปมากกว่านี้ แต่ทางผู้บริหาร NMG ไม่รับหนังสือจากกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อย นายดิษเดชจึงได้เข้าแจ้งความ และลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำราวจบางนา เพื่อเป็นหลักฐานในการส่งเอกสารดังกล่าวไปถึงผู้บริหาร NMG ต่อไปนอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศเมียนมาร์ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1 เมกะวัตต์ ในเมืองมัณฑะเลย์ โดยบริษัทเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 50% ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมราว 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าได้ในช่วงต้นปี 59หุ้นบวกดัชนีมากสุด TRUE MINT BBL DELTA IVL KBANK AOT KTB DTAC EA ,ทั้งนี้ ราคาหุ้นมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.58 ที่ผ่านมา จากระดับต่ำสุดที่ 1.01 บาทChoburi Concrete Product (CCP TB; THB 1.13) ซื้อ สรุปหุ้นเด่นราคาขึ้นแรง-ลงแรงส่งท้ายสัปดาห์ บล. ทรีนีตี้ระบุในบทวิเคราะห์ (29 ส.ค.) ว่าFORTHได้ร่วมมือกับพันธมิตรเพือให้ต่อยอดการให้บริการของตู้บุญเติม ล่าสุดได้มีการพูดคุยกับบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ในการพัฒนาตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติที่สามารถเป็นตู้เติมเงินได้ด้วย แผนขยายลงทุนต่างประเทศโดยจะเข้าไปทำตลาดตู้เติมเงินในประเทศ ฟิลิปปินส์อย่างเต็มตัว นิกเกอิปิดเช้าลบ 12.53 จุด เหตุวิตกแนวโน้มศก.จีนส่วนปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้การพัฒนาโครงการประสบความสำเร็จ คือศักยภาพของทำเลและการออกแบบโครงการที่ตอบรับความต้องการของลูกค้า ซึ่งแสนสิริยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในช่วงครึ่งปีหลังโดยเตรียมจะเปิดตัวโครงการใหม่ในเร็วๆ นี้53.00 57.00 ITD เซ็นสัญญารับงานก่อสร้าง 3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 5.98 พันลบ.,DAII รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/58 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 2.16 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น ลดลง 58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.17 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.06 บาทต่อหุ้นMACD เคลื่อนไหวออกด้านข้างที่ในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มเคลื่อนไหวออกด้านข้าง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบระดับ 50 อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการเติบโตตามปกติและการเติบโตจากการเข้าซื้อกิจการ เพื่อรวมการดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) และใช้ประโยชน์จากขนาดและการดำเนินงานที่มีใน 19 ประเทศทั่วโลก หลังในช่วงที่ผ่านมาบริษัทเข้าซื้อกิจการ Performance Fibers ในเดือน เม.ย.58 และเข้าซื้อกิจการ Bangkok Polyester ช่วยเสริมการบูรณาการ PTA ของบริษัทในประเทศ SAWAD ขายหุ้นกู้ 2 พันลบ. ดบ. 4.1% ให้รายใหญ่ 10-13 ส.ค.นี้。

ส่วนแผนเข้ารับงานจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งส่งสัญญาณเดินหน้าในไตรมาสที่ 3 บริษัทยังคงเดินหน้าติดตามโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่เป็นเส้นทางผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งคาดวาในช่วงปลายไตรมาส 4/58 หรือต้นปี 59 ภาครัฐน่าจะมีความชัดเจนการเปิดประมูลโครงการดังกล่าว และเริ่มก่อสร้างได้ในปี 59 เป็นต้นไป โดยบริษัทเชื่อว่าจะได้รับส่วนแบ่งงานอย่างแน่นอนไม่สามารถมี Technical Rebound ได้แค่ทำได้เพียงหยุดพักเพื่อลงต่อโดยจะมีเป้าหมายแรกที่บริเวณ 51.00 บาทเป็นอย่างน้อย อยู่ที่เรียนรู้ SET แกว่งซึมออกข้าง มองบ่ายมีโอกาสขึ้นทดสอบ 1,427 จุด กลยุทธ์ยังเหมือนเดิมคือ ระยะสั้นเก็งหุ้นผลประกอบการ 2Qอ8 เด่น BLA IVL IRPC และ SYNTEC ระยะกลางให้สะสมหุ้นผลประกอบการ 2Hอ8 สดใส SCC หุ้นเทคนิคเก็งกำไร ใจเกินร้อย CHG SMPCล่าสุด บริษัทยังได้ร่วมมือกับ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH เพื่อติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ทั้งในโครงการเก่าและใหม่ของ QH ที่เปิดตัวใหม่เฉลี่ยปีละ 1,500 ยูนิต และคาดว่าจะมีผู้สนใจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% ซึ่งการติดแผงโซลาร์เซลล์ สำหรับหลังคาบ้านนั้นจะมีกำลังการผลิตราว 2-10 กิโลวัตต์แล้วแต่ขนาด ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละ 2,000-6,000 บาท แล้วแต่ขนาดของบ้าน、ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 10.12 น.อยู่ที่ 516.00 บาท ลบ 6.00 บาท หรือ 1.15% มูลค่าการซื้อขาย 27.41 ล้านบาทเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังชะลอตัวอยู่ ทำให้สาขาขาใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก โดยพื้นที่สาขาจะลดลงมาอยู่ที่ 4,000 ตารางเมตร จากเดิม 7,000 ตารางเมตร ทั้งนี้สิ้นปี 58 จะมีสาขาโฮมโปรทั้งหมด 76 สาขา และสาเขาเมก้า โฮม 7 สาขา และโฮมโปร สาขามาเลเซีย 1 สาขา อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะเปิดสาขาที่ 2 ในประเทศมาเลเซียภายในปลายปี 59นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศเมียนมาร์ เพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1 เมกะวัตต์ ในเมืองมัณฑะเลย์ โดยบริษัทเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 50% ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมราว 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าได้ในช่วงต้นปี 59,เงินฟรี แจ็คพอตแตกทุกวัน ,โครงสร้างเงินทุนของบริษัทปรับตัวดีขึ้นหลังจากการชำระหนี้เงินกู้ยืมตามกำหนด โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนลดลงจากระดับ 55.8% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2556 สู่ระดับ 48.7% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 ในช่วงปี 2558-2560 บริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุนประมาณ 12,000 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่และขยายจำนวนร้านอาหาร โดยการลงทุนจะต้องใช้เงินกู้ยืมบางส่วน ดังนั้น คาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มขึ้นแต่อยู่ในระดับไม่เกิน 55%นางจินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP เปิดเผยว่า ผลประกอบการโดยรวมในปีนี้บริษัทยังคงมองการเติบโตสำหรับปี 58 ไว้อยู่ที่ 2.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 57 ร้อยละ 6 โดยแบ่งเป็นสัดส่วนการขายในประเทศร้อยละ 48 และขายต่างประเทศร้อยละ 52สำหรับการลงทุนครั้งนี้คาดว่าจะเป็นการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น และได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผล โดยแหล่งที่มาของเงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทและเงินกู้สถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ ศึกษาแนวทางการลดต้นทุน ทั้งด้านกระบวนการผลิต และด้านวัตถุดิบ เพื่อให้สามารถเพิ่มอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่สูงได้ในสภาวการณ์เช่นนี้ และจะพยายามรักษาการเติบโตของรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2,662.56 ล้านบาท โดยปัจจุบันมูลค่างานในมือ (Backlog) ของบริษัทมีสูงถึง 2,300 ล้านบาท โดย Backlog ดังกล่าวจะรับรู้เป็นรายได้ภายใน 1 ปีครึ่ง ตัวเลขภาคแรงงานของสหรัฐที่จะประกาศออกมา เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นสหรัฐมากนัก แม้ว่าจะออกมาน้อยกว่าคาด แต่ตลาดก็ไม่น่าจะผ่อนคลายเรื่อง Fed เนื่องจากนักลงทุนในตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์กันไปแล้วว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ และอาจขึ้นครั้งแรกในเดือน ก.ย.58พร้อมกันนี้บริษัทประกาศจ่ายปันผลงวด 1 ม.ค. 2558 ถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2558 เป็นเงินสดอัตรา 0.90 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ไม่ได้รับสิทธิปันผลในวันที่ 25 ส.ค.58 โดยกำหนดจ่ายเงินปันผล 9 ก.ย.58ขณะที่คาดว่าผลการดำเนินงานปีนี้เติบโตโดดเด่น คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 444 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31%ซึ่งมาจากธุรกิจเติบเงินของ บุญเติมที่ยังมีการเติบโตของ kiosk อย่างต่อเนื่อง บริษัทตั้งเป้าจำนวนตู้บุญเติมจะเพิ่มมาอยู่ที่ 60,000 ตู้ในปี 2558 ปัจจุบันมีจำนวนตู้แล้วทั้งสินกว่า 45,000 ตู้ รวมถึงการได้งานรับเหมาของภาครัฐ เช่น การติดตั้งกล้อง CCTV มูลค่า 496 ล้านบาท นอกจากนี้แล้วการที่บริษัทได้รับสิทธิในการบริหารดูแลป้ายจราจรอัจฉริยะของกรุงเทพฯ กว่า 40 แห่ง ทำให้มีรายได้จากการบริหารและค่าโฆษณาเข้ามาอย่างต่อเนื่องบล.เคที ซีมิโก้ และ TFG ได้นำเสนอข้อมูลบริษัทฯ และทิศทางการดำเนินงานต่อจากนี้แก่นักลงทุน ซึ่งพบว่า นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจหุ้น IPO เช่นเดียวกัน โดยนักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจสอบถามถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและพร้อมเข้าลงทุนเพื่อถือหุ้นในระยะยาว เนื่องจากเชื่อมั่นว่า TFG จะเป็นหุ้น Growth Stock ที่เติบโตแข็งแกร่งในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่าในปี 2557 เนื่องจากโรงแรมของบริษัทในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง จึงส่งผลทำให้ไม่มีการเติบโตของรายได้จากธุรกิจโรงแรม อย่างไรก็ตาม รายได้รวมของบริษัทยังคงเพิ่มขึ้น 5% สู่ระดับ 17,992 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากรายได้ธุรกิจอาหารที่ปรับขึ้น 9% ตามการเพิ่มจำนวนสาขา ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2558 รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 11% สู่ระดับ 5,047 ล้านบาทจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทลดลงจากระดับ 21.5% ในปี 2556 เป็น 20.7% ในปี 2557 เนื่องจากธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและการขาดทุนจากการปิดแบรนด์ร้านอาหาร ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2558 อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 29.4% เมื่อเทียบกับระดับ 25.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 จากการปรับตัวที่ดีขึ้นของการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ และการควบคุมต้นทุนในธุรกิจอาหาร ทั้งนี้ แนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังอยู่ในระดับดีจากการมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจและมีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายอีกมากมายที่อาจจำกัดการเติบโตของการท่องเที่ยวไทย เช่น การชะลอตัวเป็นเวลานานของภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปและความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะถนอมรักษาและคงสภาพทรัพยากรทางธรรมชาติให้น่าดึงดูดใจอย่างยั่งยืนขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตอาหารแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยจะนำวัตถุดิบไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (Ready to eat) ซึ่งได้เริ่มจากผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไก่ภายใต้แบรนด์ ไทยอร่อย ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากทิศทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นต่อหุ้น IPO ของ TFGส่วนนโยบายการลงทุนในปีนี้ บริษัทใช้นโยบายการจำกัดการลงทุน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีการลงทุนไปค่อนข้างมากแล้ว โดยบริษัทตั้งงบลงทุนไว้กว่า 300 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้ซื้อเครื่องจักร ในบริษัทย่อย 2 แห่ง ราว 100 ล้านบาท และใช้ซื้อที่ดินที่จังหวัดระยองขนาด 77 ไร่ มูลค่า 66 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายกิจการในอนาคต ในส่วนที่เหลือใช้เพื่อรองรับการซื้อเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องจักรเดิมMACD เคลื่อนไหวออกด้านข้างที่ในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มเคลื่อนไหวออกด้านข้าง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นทดสอบระดับ 50,ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/58 น่าจะทยอยออกมาครบในช่วงสัปดาห์หน้า ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามดูว่าจะมีการปรับเปลี่ยนประมาณการกำไรของบจ.อย่างไร แต่เบื้องต้นเห็นว่ามีแนวโน้มที่ลดลงดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าลดลง 12.53 จุด หรือ 0.06% แตะที่ 20,712.03 จุด。

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

China’s Challenges: Environment
Credit: Leo Fung

The environmental limits on China’s current road of economic growth will become increasingly apparent over the next five years, prompting policymakers to either change direction or brace for a nasty collision.

Their ability to do so will depend on what they are driving—which remains open to question. For all the talk of the ‘Chinese model,’ nobody can seem to agree whether it’s a juggernaut or a jalopy.

From a purely economic perspective, it looks very much like a juggernaut. Having overtaken Japan and still motoring along at double-digit pace with a fifth of the world’s population on board, the speed and size of China’s GDP is awe-inspiring. But from an environmental viewpoint, it more closely resembles a jalopy—belching fumes, wasting fuel and constantly in need of a radiator refill.

Over the past five years, China has become the world’s biggest energy consumer and greenhouse gas emitter. Its longstanding problem of water scarcity in the north has been compounded by pollution, overuse and drought, to leave an accumulated deficit of more than 200 billion cubic meters.

These problems show no signs of abating without an overhaul. On the latest trends of population growth, rising affluence and energy use, the emissions of the average person in China will surpass those of Europeans within five years and Americans within 10. Demands for water, energy, food and almost every other resource will also intensify, despite warnings that they are already beyond sustainable levels.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Until now, Beijing has managed to avert a crisis with a series of supply-side solutions to provide more water and fuel, while tinkering with the engine mid-drive.

It has embarked on the world’s biggest hydro-engineering project—the South-North Water Diversion Project—to channel rivers to the dry north. It has intensified diplomatic and trade efforts to secure coal, oil, timber and other resources in Australia, Africa and South America—adding to the competitive pressures with the United States. And it has boosted the efficiency of its industrial sector by investing heavily in new power plants and renewable energy.

The upgrade to a sleeker, low-carbon economy is an expensive and difficult task that is a long way from completion, but China appears ready to pay. Last year, it invested $34 billion in ‘clean technologies’ compared to the United States’ $18 billion, according to the World Resources Institute. The two biggest alternative energies—hydro and nuclear—will see a rapid expansion over the next decade, though they too have an environmental cost. Wind energy generating capacity is growing fast (China became number one in this field too last year), but more than a third isn’t yet connected to the grid. Development of solar power, eco-cities and electric vehicles has even further to go, but the government has committed considerable funds to realise these goals.

It has been far less willing to implement demand-side constraints, which is understandable given the relatively low living standards in China compared with developed nations and the fear of social instability if growth slows. Where it has been forced to impose limits—on pollution control—results have been mixed due to corruption, poor governance and the often conflicting goal of economic expansion. Given this background, the Politburo has preferred to set ‘intensity’ targets—for example on energy and carbon emissions—that are pegged to GDP.

But there are signs that this may be changing as the environmental road grows more bumpy, crowded and dry.? Beijing recently imposed its first restrictions on car ownership, cutting new registrations by more than two-thirds to alleviate traffic and pollution problems. Last month, state planners said China would impose a cap on annual water consumption of 670 billion cubic metres, as well as doubling spending on conservation and efficiency measures over the next 10 years.

In the next five-year economic plan—due to be unveiled in March—the government will also introduce pollution reduction targets for nitrogen oxide and ammonia in addition to the existing goals for sulphur dioxide and chemical oxygen demand. Along with a proposed environmental tax, this is likely to add to the costs of industry, but it should mean that China’s notorious smogs finally start to dissipate.

To the frustration of many trade partners—particularly Japan and the United States—the government is also limiting exports of rare earths used in high-tech manufacturing. This is partly justified on environmental grounds—the mining is dirty and China no longer wants to be a supplier of primary resources—but largely because it wants to move up the value chain by keeping those metals for production of home-made technology.

A still cleaner shift of direction, however, would entail an overall target to limit energy use—and by association set a peak for carbon emissions. This radical step is still being debated by five-year planners, who are trying to reduce China’s dependency on coal, which is the main source of greenhouse gas and acid rain, as well as being a blight on agricultural land and river systems. For all its investment in clean technologies, China remains addicted to this dirtiest of fossil fuels, which still supplies 77 percent of the nation’s energy.

Limiting the use of this primary fuel is essential for China and the world. Without this change, there can be no transition from carbon-burning jalopy to high-tech juggernaut and the drivers of the economy will find it harder to maintain control.

Easing off the accelerator now will be far easier than slamming the brakes later on.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Jonathan Watts is the Guardian’s Asia environment correspondent and author of ‘When a Billion Chinese Jump: How China Will Save the World – or Destroy It.’